นอนดึกก็สุขภาพดีได้นะ

 

20140310214540_sleep-660

    วันนี้พามาเอาใจคนนอนดึกซะหน่อย มีวิธีการดูแลสุขภาพทั้งที่เราไม่มีเวลานอน หรือ คนที่ชอบนอนดึกมาฝากกันคะ

อ่านเพิ่มเติม นอนดึกก็สุขภาพดีได้นะ

ปัญหาใหญ่ของสาวๆ”ก้นลาย”

       มาทำความรู้จักกับอาการก้นลายดีกว่าคะ

    แม้ว่าก้นจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครจะได้มองเห็นง่าย ๆ เมื่อก้นหรือบั้นท้ายมีปัญหาดำคล้ำหรือเกิดรอยแตกราย

อ่านเพิ่มเติม ปัญหาใหญ่ของสาวๆ”ก้นลาย”

เฮลตี้ง่ายๆไปกับ “อาหารชีวิจิต”

   อาหารชีวิจิต แบ่งออกเป็นหลายแบบคะแยกออกเป็นกลุ่มๆด้วยกัน มีกลุ่ม แป้ง ผัก กลุ่มถั่ว ธัญพืช โปรตีน ซึ่งเราได้จัดมาให้เพื่อความเข้าใจของผู้อ่านเรียบร้อยแล้วคะ 

macrobiotic-diet

   กลุ่มแรก อาหารประเภทแป้งซึ่งไม่ขัดขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพดจะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก และถ้าเป็นแป้งขนมปัง ก็เป็นขนมปังโฮลวีท (ทำจากข้าวสาลี) และถ้าจะให้แป้งเป็นกลุ่มของ Complex คาร์โบไฮเดรต คือเป็นแป้งหลายชั้น ซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วยก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง ฟักทองลงไป

   กลุ่มที่ 2 ผัก ใช้ทั้งผักดิบและผักสุกอย่างละครึ่ง ทำเป็นสลัดผักสด หรือทำเป็นผักสุกจิ้มน้ำพริก หรือผัดน้ำมันพืชแต่น้อย
ผักถ้าปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมีจะดีที่สุด แต่ถ้าต้องซื้อจากตลาด ต้องเลือกผักที่ปลอดสาร ล้างผ่านน้ำ และแช่น้ำด่างทับทิม หรือแช่น้ำส้มสายชูสัก 1-2 ชั่วโมงก็จะช่วยล้างสารพิษได้

   กลุ่มที่ 3 ถั่วต่างๆ อยู่ในประเภทโปรตีน เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วดำ และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือผลิตผลซึ่งดัดแปลงจากถั่วในรูปต่างๆ

นอกจากนี้ จะใช้โปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว คือ ปลาและอาหารทะเล ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

  กลุ่มสุดท้าย เบ็ดเตล็ด ประเภทของกินเล่น แกง หรือซุป เป็นแบบไทยๆ ก็แกงจืดหรือแกงเลียง เป็นน้ำซุปก็เป็นมิโซะซุป

สิ่งที่กินได้เป็นประจำคือสาหร่ายทะเล จะผสมอาหารต่างๆเป็นเครื่องปรุง หรือใส่แกงหรือผัดผักต่างๆ ก็ได้ เครื่องปรุงอีกอย่างคืองาสดและงาคั่ว ใช้โรยอาหารต่างๆได้ทุกอย่าง นอกจากนั้น กินเป็นถั่วต่างๆและเมล็ดพืชกินเล่น เช่น ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ผลไม้สด ซึ่งควรเป็นผลไม้สีเขียวที่ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ พุทรา มะละกอสุก สัปปะรด

กลุ่มนี้กินปริมาณ 10% ของแต่ละมื้อ
สูตร 1 ถ้าเขียนรูปแผนผังจะเป็นรูปดังนี้

ข้าว 50%
ผัก 25%
โปรตีน 15%
เบ็ดเตล็ด 10%

สูตร 2 (สำหรับเบาหวาน/หลอดเลือด, โรคหัวใจและที่ต้องการลด
น้ำหนัก) ชนิดของอาหารเหมือนสูตร 1 ทุกอย่าง แต่ให้เปลี่ยนสัดส่วน
ดังต่อไปนี้

– ข้าวหรือแป้งให้ลดเหลือ 30% (จากเดิม 50%)
– ผักเพิ่มเป็น 35% (จากเดิม 25%)
– โปรตีนเพิ่มเป็น 25 % (จากเดิม 15%)
– ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเดิม 10%

ถ้าเป็นแผนผัง จะเป็นรูปดังนี้

ข้าว 30%
ผัก 35%
โปรตีน 25%
เบ็ดเตล็ด 10%

นอกจากนี้ก็มีอาหารที่ควรงด

  1. งดเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ เป็ด เนื้อวัว
  2. งดน้ำตาลขาวทุกชนิด รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ผลิตจากน้ำตาล เช่น ฝอยทอง เค้ก ไอศกรีม น้ำหวานต่างๆ
  3. งดอาหารรสมัน ที่ใช้น้ำมัน นม เนย กะทิ ของทอด
  4. งดแป้งขาวทุกชนิด เช่น ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปังขาว

ตัวอย่างอาหารชีวจิต

อาหารเช้า : ขนมปังโฮลวีททาแยมผลไม้ เนยถั่ว หรือน้ำพริกเผา     
               สลัดผักปลาทูน่า
อาหารจานเดียว : ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผัดซีอิ๊ว(เส้นข้าวกล้อง)
                     เย็นตาโฟเต้าหู้(ผักบุ้งมากๆ) ข้าวผัดหนำเลี้ยบ
                     ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ข้าวต้มเห็ด โจ๊กอาร์.ซี.
อาหารกินกับข้าวต้ม : ผัดถั่วงอก ปลาสลิด ยำกุ้งแห้ง เต้าหู้ยี้ ยำหัวไชโป๊ว
                         ผัดผักบุ้งไฟแดง
อาหารกินกับข้าวสวย : แกงเลียง แกงส้ม น้ำพริกปลาทู-ผักจิ้ม
                           แกงจืดเต้าหู้ขาว เมี่ยงปลาทู ผัดผักรวมมิตร
                           ผัดมะเขือยาว ลาบเห็ด ต้มยำกุ้งเต้าหู้ จับฉ่าย
                           แกงเหลือง แกงป่า ฯลฯ
ขนมและของว่าง : แซนด์วิชทูน่า เต้าฮวย-เต้าหู้ เมี่ยงคำ ถั่วแดง น้ำแข็งใส
                     ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ทรายแดง มันต้มขิง

   ถ้าคุณกินอาหารถูกต้องตามที่ “ชีวจิต” แนะนำ ก็ไม่จำเป็นจะต้องกินวิตามินหรือแร่ธาตุเสริม แต่เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวันของคุณที่มักจะชอบกินอาหารจำพวกแป้ง พวกน้ำตาล (เช่น เค้ก ไอศกรีม น้ำอัดลม) และของหวานเป็นประจำ อยู่ในสิ่งแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยมลพิษ หรือคุณมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป คุณอาจต้องการวิตามินและแร่ธาตุเสริมบ้าง

ขอขอบคุณภาพจาก never-age / dietshowto

ขอขอบคุณข้อมูลจาก cheewajithome

มันเทศช่วยลดความอ้วนได้ 3 กิโลในข้ามคืนจริงหรอ??

 

533296_448340871906752_956006731_n

   มันเทศ  ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 3 กิโลได้ในชั่วข้ามคืน!!! กินเวลา 9.00 – 11.00 น. จะทำให้อิ่มท้องโดยไม่เพิ่มเอว-สะโพก
หลายคนคิดว่า “มันเทศ” เป็นอาหารประเภทแป้งยิ่งกินยิ่งเพิ่มน้ำหนัก ขอให้ลองอ่านบทความนี้ดูก่อน จะพบว่ามันเทศกลับกลายเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก มันเทศมีวิตามินเอสูง ช่วยในเรื่องการมองเห็นได้เป็นอย่างดี มีสารอาหารทรงคุณค่าที่ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินบีส่งผลโดยตรงกับการลดน้ำหนัก วิตามินซี ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม และทำให้ร่างกายแข็งแรง

นอกจากนี้มันเทศยังมีโพแทสเซียม คอปเปอร์ แมงกานีส สารอาหารที่ป้องกันโรคมากมาย รวมถึงโรคมะเร็ง และยังมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ในปริมาณสูงมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงเหมาะมากกับการใช้เป็นอาหารลดน้ำหนัก

ในมันเทศ 100 กรัมจะได้แคลอรี่ประมาณ 90-93 แคลอรี่ (ปริมาณความต้องการพลังงานของมนุษย์วันละ 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี่) อีกทั้งคนส่วนใหญ่จะกินมันเทศได้ไม่มากนัก เพราะมันเทศมีคุณสมบัติไปฟูในท้องทำให้อิ่มเร็ว

มันเทศ มีอยู่หลายสี เช่นเหลืองอ่อน เหลืองจัด เหลืองส้ม และสีม่วง ทุกสีจัดเป็นแหล่งรวมวิตามินซี สารอาหาร และเส้นใยอาหาร มีข้อมูลว่า หัวมันเทศชนิดหัวสีเหลือง จัดเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นเยี่ยม วิตามินเอสูง

อาจารย์ สุธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัดชื่อดัง กล่าวว่ามันเทศมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักได้ โดยให้รับประทานในช่วงเวลา 9.00 – 11.00 น.

ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จัดให้มันเทศเป็นอาหารลดหุ่นที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ถึง 3 กิโลกรัม ได้ในชั่วข้ามคืน
แหล่งวิตามินบี 6 ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากขึ้น และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการลดน้ำหนัก มันเทศเป็นคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตซึ่งปล่อยพลังงานช้า มีกากใยมาก ทำให้อิ่มท้องอยู่ได้โดยไม่เพิ่มเอวหรือสะโพก ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง

 มันเทศ เป็นอาหารพื้นๆ ที่หากินได้ง่ายๆ อาทิ มันเทศต้ม มันเทศเผา มันเทศเชื่อม มันเทศต้มขิง เป็นส่วนผสมสำคัญในขนมไข่นกกระทา หรือนำมาใส่ในแกงเผ็ด เช่นแกงกะหรี่ จะมีรสชาติกว่าใส่มันฝรั่ง เป็นต้น

เครดิต: เรียบเรียงจาก foodslende
บทความเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย โดย อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา (นักธรรมชาติบำบัด)
บทความ โดย ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จาก นิตยสาร Slimming มกราคม 2550

ภาพ: ขอบคุณภาพจาก อินเตอร์เน็ต โดยนำมารวมกันเป็นภาพเดียว
*********** **************** **************
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

   ขอบคุณที่มาข้อมูลดีๆจาก ชีวอโรคยา

   ขอขอบคุณภาพจาก sator4u

กินวิตามินเยอะๆแล้วมันดีจริงหรือ

 

วิตามิน

    การรับประทานอาหารให้ครบ5หมู่สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีที่จะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบ โดยการรับประทานวิตตาสิน แต่บางท่านก็มีความเข้าใจที่ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไหร่เกี่ยวกับการรับประทานวิตามิน เพราะคิดว่าการรับประทานวิตามินที่เยอะหรือน้อยเกินไปก็ไม่ดีคะ วันนี้แอดมินได้นำเอาวิธีและข้อดีข้อเสียของการรับประทานวิตามินมาฝากทุกคนคะ

อ่านเพิ่มเติม กินวิตามินเยอะๆแล้วมันดีจริงหรือ

เรื่องราวของมะยม

Picture..18.1.54 275_resize

☀มะยม (Star gooseberry) ผลไม้ไทยชนิดหนึ่ง ที่มีทั้งรสฝาด และรสเปรี้ยว ลักษณะลำต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง กิ่งของมะยมค่อนข้างเปราะ และแตกง่าย เปลือกของลำต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล ใบมะยม ลักษณะเป็นก้าน มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็นสองแถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20-30 คู่ ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อตามกิ่ง ดอกย่อยจะมีสีเหลืองอมน้้าตาล ผล จะออกเป็นช่อตามกิ่ง ผลอ่อนจะมีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือขาวแกมเหลือง หลุดจากช่อได้ง่าย

☀สรรพคุณของมะยม☀
ผลมะยมมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชราความความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ช่วยดับร้อน ปรับสมดุลในร่างกาย มีวิตามินซีสูงช่วยต้านหวัด เป็นยาระบาย ผลดิบหรือสุกมีฤทธิ์กัดเสมหะ นำผลมะยมตำรวมกับพริกไทยพอกตามส่วนของร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ไขข้ออักเสบได้

ใบมะยมแก้เบาหวาน บำรุงตับอ่อนให้แข็งแรงและสามารถผลิตน้ำตาลในภาวะสมดุล ลดความดันโลหิต บำรุงประสาท บรรเทาอาการปวดหัว แก้ไข้หัด แก้สำแดง นำมาต้มน้ำอาบช่วยรักษาโรคอีสุกอีใสและแก้พิษคัน

เปลือกของลำต้นมาต้มกับน้ำดื่มช่วยแก้ไข้ทับระดู แก้น้ำเหลืองเสียให้แห้ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยสมุนไพร.net และ สถาบันสอนอาชีพชี้ช่องรวย.com

ขอขอบคุณที่มาข้อมูลจาก zappnuar.com

กระเทียม ยาดีที่เราห้ามพลาด

กระเทียม  มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด เพราะ กระเทียวมเป็นได้มั้งเครื่องปรุง เครื่องเทศและ เป็นทั้งเครื่องเคียงได้ในตัวเดียวกันเลยคะ ทั้งอร่อย ดี และมีประโยชน์ขนาดนี้ไม่ใช่เล่นๆเลยจ้า สรรพคุณของมันก็เยอะแยะมากมายเลย ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

อ่านเพิ่มเติม กระเทียม ยาดีที่เราห้ามพลาด

สรรพคุณของมะขาม

วันนี้ จะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับ เรื่องของมะขาม มี ประโยชน์สรรพคุณ ทั้งผลสด ผลสุก และ มะขามเปียก เชิญชมพร้อมๆเลยจ้า

มะขาม

มะขาม มีชื่อทางวิทญศาสตร์ว่า Tamarindus indica  L เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ในปรเทศไทยของเรานิยมปลูกมะขามกันมากในจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์ มะขามมีประโยชน์แทบจะทุกส่วนไม่ว่าจะเป็น ราก ลำต้น ใบ ผล เมล็ด เปลือก โดยส่วนใหญ่จะนำมาบริโภค และทำประโยชน์จากเนื้อไม้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ นอกจากจะรับประทานสดแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในเครื่องปรุงอาหารอีกด้วย ใบอ่อนของมะขามก็นิยมนำมาปรุงรสอาหาร เช่น แกงยอดมะขามอ่อนนอกจากบริโภคก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคอีกด้วย

สรรพคุณของมะขาม
ราก – แก้ท้องร่วง สมานแผล รักษาเริม และงูสวัด
เปลือกต้น – แก้ไข้ ตัวร้อน
แก่น – กล่อมเสมหะ และโลหิต ขับโลหิต ขับเสมหะ รักษาฝีในมดลูก รักษาโรคบุรุษ เป็นยาชักมดลูกให้เข้าอู่
ใบสด – (มีกรดเล็กน้อย) เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้บิด รักษาหวัด ขับเสมหะ หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ แก้ตามัว ฟอกโลหิต ขับเหงื่อ ต้มผสมกับสมุนไพรอื่นๆ อาบหลังคลอดช่วยให้สะอาดขึ้น
เนื้อหุ้มเมล็ด – แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย ยาถ่าย ขับเสมหะ แก้ไอ กระหายน้ำ เป็นยาสวนล้างท้อง
ฝักดิบ – ฟอกเลือด และลดความอ้วน เป็นยาระบายและลดอุณหภูมิในร่างกาย บรรเทาอาการไข้
เมล็ดในสีขาว – เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลมในลำไส้ พยาธิเส้นด้าย
เปลือกเมล็ด – แก้ท้องร่วง แก้บิดลมป่วง สมานแผลที่ปาก ที่คอ ที่ลิ้น และตามร่างกาย รักษาแผลสด ถอนพิษและรักษาแผลที่ถูกไฟลวก รักษาแผลเบาหวาน
เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) – รับประทานจิ้มเกลือ แก้ไอ ขับเสมหะ
ดอกสด – เป็นยาลดความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ของมะขามเปียก
1. มีรสเปรี้ยว หากนำมารับประทานจะทำให้ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้หมุนเวียนดีขึ้น
2. นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะได้ ด้วยการนำเนื้อมะขามไปต้มให้สุก เติมเกลือเล็กน้อย แล้วค่อยๆ จิบ
3. หากนำเม็ดมะขามเปียกไปคั่วให้สุก กะเทาะเปลือกออก แล้วแช่น้ำจนเนื้อนิ่ม จะสามารถนำไปพอกแผลฝี หนอง และแผลเรื้อรังต่าง ๆ ให้บรรเทาลงได้
4. นำเม็ดมะขามไปผ่าตามแนวขวาง แล้วฝนกับน้ำมะนาว จะช่วยดูดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
5. มีกรดผลไม้ (AHA) หากนำมาขัดผิว จะช่วยผลัดเซลส์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยให้ผิวสะอาด กระจ่างใส ลดรอยด่างดำและความหมองคล้ำให้จางลง จุดแห้งกร้านเนียนนุ่มขึ้น

มะขามเปียก สมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้นได้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี โดยเรามาเริ่มจากตรงดิ่งไปตลาด หาซื้อ มะขามเปียก ติดบ้านไว้สัก 3-4 ก้อน จากนั้นจดสูตรต่อไปนี้แปะไว้หน้าตู้เย็น เตือนตัวเองทุกวันให้ทำตามสูตร ท่องให้ขึ้นใจว่า ฉันจะขาว ฉันจะใส แล้วลุยกันเลยค่ะ สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก
สูตรที่ 1
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 2
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
3. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
4. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 3
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
3. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 4
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ดินสอพอง 2 ก้อน
3. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 5
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 6
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
3. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
4. ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ
5. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
6. ภาชนะสำหรับผสม
** ถ้าต้องการใช้มะขามเปียกขัดตัว ให้เพิ่มปริมาณมะขามเปียกและส่วนผสมอื่น ๆ ตามอัตราส่วน**

วิธีทำ
1. ล้างมะขามเปียกให้สะอาด
2. ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน อย่าให้เหลวจนเกินไป
3. เอาผ้าขาวบาง หรือ กระชอน กรองเศษมะขามชิ้นใหญ่ ๆ ออกไม่ให้บาดผิว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

วิธีใช้
1. มะขามเปียกพอกหน้า ให้ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ห้ามเกินกว่านี้เพราะมะขามมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้ระคายเคืองได้ อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากฤทธิ์ของกรด AHA ในมะขามค่ะ ถ้าแสบมากเกินไปให้รีบล้างออก
2. มะขามเปียกขัดหน้า ให้ใช้นิ้วมือค่อย ๆ นวดวนเบา ๆ เพื่อให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออก และเกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ อย่าลืมว่าห้ามขัดเกิน 5 นาที นะคะ เดี๋ยวหน้าไหม้หมดสวยแย่เลย
3. มะขามเปียกขัดผิว อาบน้ำให้สะอาด ทามะขามเปียกให้ทั่วตัว แล้วลงมือขัดวนไปเรื่อย ๆ อย่างเบามือ เน้นจุดด่างดำ และรอยหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า รักแร้ และ ฝ่าเท้า เป็นต้น ขัดวนจนทั่วตัว อย่าให้เกิน 15 นาที ถ้ารู้สึกแสบมากให้รีบล้างออก
4. หากน้ำมะขามเปียกที่ทำไว้ยังใช้ไม่หมด ให้ใส่ภาชนะสะอาดแช่ตู้เย็น เก็บไว้ใช้อีกได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะจะเสื่อมประสิทธิภาพลง

คำเตือน
การใช้มะขามเปียกขัดผิว หรือพอกหน้านั้น ไม่ควรใช้เกินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันผิวถูกรบกวนมากเกินไปจนอาจระคายเคืองได้ ที่สำคัญทุกครั้งที่ขัดผิวหรือพอกหน้าด้วยมะขามปียกแล้ว อย่าลืมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยครีมบำรุงเข้มข้น และครีมกันแดด SPF สูง ๆ นะคะ ผิวจะได้ขาวสดใส ไม่กลับไปคล้ำเสียอีก

และสำหรับ เรื่องของมะขาม ที่ Zappnuar Healthy นำมาฝากเพื่อนๆในวันนี้ไม่ใช่แค่มะขามเปียกเท่านั้นนะ  แต่ยังมีเมนู ยำมะขามอ่อน สุดแซ่บมาฝากทุกคนด้วยค๊าา

12064512_481881748638465_1274996323_n

วัตถุดิบ ยำมะขามอ่อน
1.มะขามเล็กหั่นแว่น
2.พริกป่น
3.เกลือ
4.น้ำตาล
5.น้ำปลา
6.ผงชูรส
7.รสดี
8.กะปิ หรือ ปลาร้า (ตามใจชอบ)

วิธีทำก็แสนง่ายยยยย เอาทุกๆอย่างมาคนรวมกัน แค่นี้ก็ได้เมนูสุดแซ่บไว้แก้ง่วง ในเวลาทำงานช่วงบ่ายแล้วหล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.nanahealth.com,www.facebook.com/HomeatMekong และภาพจาก www.bansuanporpeang.com

และที่มาจาก Zappnuar.com

อาหารที่คุณแม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์

 

  คนท้อง

 อาหารที่คุณแม่ได้ทานลงไปในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์บุตร อยู่นั้น เป็นส่วนสำคัญหลักๆ เพราะ ลูกจะได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่ได้รับประทานเข้าไปนั่นเอง จึงมีส่วนสำคัญมาก ต่อ พัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองของลูกรัก ดังนั้น เราจึงต้องมีการเอาใจใส่ ใส่ใจดูแลเป้นพิเศษ ในการทานอะไรสักอย่างเข้าไปค่ะ เพื่อ ให้ ลูกรัก ได้รับสารอาหารที่เพียวพอ และ จำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดค่ะ 

อ่านเพิ่มเติม อาหารที่คุณแม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์

ท่าบริหารสะกดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

ท่าบริหารสะกดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

“อาการ ล้า ตึง บ่าแข็ง เป็นกล้ามเนื้ออักเสบจากการทำงาน ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่เป็นอันตราย วิธีการรักษาใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูมีท่าบริหาร  3 วัน ต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลานอน เพื่อไม่ให้คอขยับมากเกินไป และทำให้เกิดความอบอุ่นบริเวณคอ หากไม่ดีขึ้นต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา
สำหรับท่าบริหารคอ บ่า ไหล่ แบบง่ายๆ มีทั้งหมด 3 ท่า ทำได้แม้นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่ละท่าเน้นการบรรเทาอาการเจ็บปวดตามจุด เช่น บ่า คอ และใต้ท้ายทอย

ท่าที่ 1 ปวดบ่า
หากปวดบ่าขวา นั่งกับเก้าอี้สบายๆ มือข้างขวาจับเก้าอี้เพื่อทรงตัวไม่ให้ไหล่ยกขึ้น ยกมือซ้ายข้ามเหนือศีรษะมาจับเหนือหูด้านขวา จากนั้นดึงไปทางซ้าย จนหูซ้ายแนบไหล่ซ้าย ดึงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ นับ 1-10 ด้วยวิธี 1 และ 2 และ 3 …จนถึง 10 ทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน นับเป็น 1 เซต หากทำถูกวิธีจะรู้สึกตึง แต่ถ้าเจ็บปวดมาก ให้ผ่อน
page

ท่าที่ 2 ปวดฐานคอ
หากปวดฐานคอข้างขวา เริ่มเช่นเดียวกับท่าแรก คือนั่งเก้าอี้ มือข้างขวาจับเก้าอื้ ยกมือซ้ายจับศีรษะ หันหน้าไปมองรักแร้ซ้าย ในลักษณะดมรักแร้ซ้าย  ใช้มือซ้ายกดศีรษะให้ก้มลงไปมากที่สุด นับ 1 และ 2 และ 3 …จนถึง 10 ทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน นับเป็น 1 เซต
page1

ท่าที่ 3 ปวดใต้ท้ายทอย
เริ่มต้นยังคงท่าเดิม คือนั่งเก้าอี้ หากปวดท้ายทอยด้านขวาให้หันหน้าไปทางซ้าย ยกมือซ้ายจับคางขวา ดันไปทางซ้ายจนรู้สึกตึงบริเวณท้ายทอยด้านขวา ซึ่งถือว่าทำถูกต้อง นับ 1 และ 2 และ 3 …จนถึง 10 ทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง

page2

ท่าบริหารดังกล่าวทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดตึงจากการใช้งานหนักคลายตัวลง ให้ทำทุกวัน เช้า 1 เซต กลางวัน 1 เซต เย็น 1 เซต  แต่ละท่าให้บริหารอย่างช้าๆ อย่ากระชาก หากทำต่อเนื่อง เพียง 1-2 อาทิตย์ อาการปวดตึงก็จะหายไป แต่หากยังคงพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ อยู่ ก็จะกลับมาเป็นอีก อย่างไรก็ตาม หากทำท่าบริหารแล้วรู้สึกปวดมากขึ้น ให้หยุด หรือหากปวดมากจากการตกหมอนไม่ควรบริหารเพราะท่าเหล่านี้ใช้กับกรณีที่มีอาการปวดตึงเท่านั้น นอกจากนี้ ท่าทั้ง 3 ยังเหมาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องยืดกล้ามเนื้อก่อนการแข่งขันด้วย