สรรพคุณของมะขาม

วันนี้ จะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับ เรื่องของมะขาม มี ประโยชน์สรรพคุณ ทั้งผลสด ผลสุก และ มะขามเปียก เชิญชมพร้อมๆเลยจ้า

มะขาม

มะขาม มีชื่อทางวิทญศาสตร์ว่า Tamarindus indica  L เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ในปรเทศไทยของเรานิยมปลูกมะขามกันมากในจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์ มะขามมีประโยชน์แทบจะทุกส่วนไม่ว่าจะเป็น ราก ลำต้น ใบ ผล เมล็ด เปลือก โดยส่วนใหญ่จะนำมาบริโภค และทำประโยชน์จากเนื้อไม้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ นอกจากจะรับประทานสดแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในเครื่องปรุงอาหารอีกด้วย ใบอ่อนของมะขามก็นิยมนำมาปรุงรสอาหาร เช่น แกงยอดมะขามอ่อนนอกจากบริโภคก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคอีกด้วย

สรรพคุณของมะขาม
ราก – แก้ท้องร่วง สมานแผล รักษาเริม และงูสวัด
เปลือกต้น – แก้ไข้ ตัวร้อน
แก่น – กล่อมเสมหะ และโลหิต ขับโลหิต ขับเสมหะ รักษาฝีในมดลูก รักษาโรคบุรุษ เป็นยาชักมดลูกให้เข้าอู่
ใบสด – (มีกรดเล็กน้อย) เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้บิด รักษาหวัด ขับเสมหะ หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ แก้ตามัว ฟอกโลหิต ขับเหงื่อ ต้มผสมกับสมุนไพรอื่นๆ อาบหลังคลอดช่วยให้สะอาดขึ้น
เนื้อหุ้มเมล็ด – แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย ยาถ่าย ขับเสมหะ แก้ไอ กระหายน้ำ เป็นยาสวนล้างท้อง
ฝักดิบ – ฟอกเลือด และลดความอ้วน เป็นยาระบายและลดอุณหภูมิในร่างกาย บรรเทาอาการไข้
เมล็ดในสีขาว – เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลมในลำไส้ พยาธิเส้นด้าย
เปลือกเมล็ด – แก้ท้องร่วง แก้บิดลมป่วง สมานแผลที่ปาก ที่คอ ที่ลิ้น และตามร่างกาย รักษาแผลสด ถอนพิษและรักษาแผลที่ถูกไฟลวก รักษาแผลเบาหวาน
เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) – รับประทานจิ้มเกลือ แก้ไอ ขับเสมหะ
ดอกสด – เป็นยาลดความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ของมะขามเปียก
1. มีรสเปรี้ยว หากนำมารับประทานจะทำให้ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้หมุนเวียนดีขึ้น
2. นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะได้ ด้วยการนำเนื้อมะขามไปต้มให้สุก เติมเกลือเล็กน้อย แล้วค่อยๆ จิบ
3. หากนำเม็ดมะขามเปียกไปคั่วให้สุก กะเทาะเปลือกออก แล้วแช่น้ำจนเนื้อนิ่ม จะสามารถนำไปพอกแผลฝี หนอง และแผลเรื้อรังต่าง ๆ ให้บรรเทาลงได้
4. นำเม็ดมะขามไปผ่าตามแนวขวาง แล้วฝนกับน้ำมะนาว จะช่วยดูดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
5. มีกรดผลไม้ (AHA) หากนำมาขัดผิว จะช่วยผลัดเซลส์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยให้ผิวสะอาด กระจ่างใส ลดรอยด่างดำและความหมองคล้ำให้จางลง จุดแห้งกร้านเนียนนุ่มขึ้น

มะขามเปียก สมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้นได้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี โดยเรามาเริ่มจากตรงดิ่งไปตลาด หาซื้อ มะขามเปียก ติดบ้านไว้สัก 3-4 ก้อน จากนั้นจดสูตรต่อไปนี้แปะไว้หน้าตู้เย็น เตือนตัวเองทุกวันให้ทำตามสูตร ท่องให้ขึ้นใจว่า ฉันจะขาว ฉันจะใส แล้วลุยกันเลยค่ะ สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก
สูตรที่ 1
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 2
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
3. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
4. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 3
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
3. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 4
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ดินสอพอง 2 ก้อน
3. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 5
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 6
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
3. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
4. ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ
5. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
6. ภาชนะสำหรับผสม
** ถ้าต้องการใช้มะขามเปียกขัดตัว ให้เพิ่มปริมาณมะขามเปียกและส่วนผสมอื่น ๆ ตามอัตราส่วน**

วิธีทำ
1. ล้างมะขามเปียกให้สะอาด
2. ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน อย่าให้เหลวจนเกินไป
3. เอาผ้าขาวบาง หรือ กระชอน กรองเศษมะขามชิ้นใหญ่ ๆ ออกไม่ให้บาดผิว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

วิธีใช้
1. มะขามเปียกพอกหน้า ให้ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ห้ามเกินกว่านี้เพราะมะขามมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้ระคายเคืองได้ อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากฤทธิ์ของกรด AHA ในมะขามค่ะ ถ้าแสบมากเกินไปให้รีบล้างออก
2. มะขามเปียกขัดหน้า ให้ใช้นิ้วมือค่อย ๆ นวดวนเบา ๆ เพื่อให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออก และเกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ อย่าลืมว่าห้ามขัดเกิน 5 นาที นะคะ เดี๋ยวหน้าไหม้หมดสวยแย่เลย
3. มะขามเปียกขัดผิว อาบน้ำให้สะอาด ทามะขามเปียกให้ทั่วตัว แล้วลงมือขัดวนไปเรื่อย ๆ อย่างเบามือ เน้นจุดด่างดำ และรอยหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า รักแร้ และ ฝ่าเท้า เป็นต้น ขัดวนจนทั่วตัว อย่าให้เกิน 15 นาที ถ้ารู้สึกแสบมากให้รีบล้างออก
4. หากน้ำมะขามเปียกที่ทำไว้ยังใช้ไม่หมด ให้ใส่ภาชนะสะอาดแช่ตู้เย็น เก็บไว้ใช้อีกได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะจะเสื่อมประสิทธิภาพลง

คำเตือน
การใช้มะขามเปียกขัดผิว หรือพอกหน้านั้น ไม่ควรใช้เกินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันผิวถูกรบกวนมากเกินไปจนอาจระคายเคืองได้ ที่สำคัญทุกครั้งที่ขัดผิวหรือพอกหน้าด้วยมะขามปียกแล้ว อย่าลืมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยครีมบำรุงเข้มข้น และครีมกันแดด SPF สูง ๆ นะคะ ผิวจะได้ขาวสดใส ไม่กลับไปคล้ำเสียอีก

และสำหรับ เรื่องของมะขาม ที่ Zappnuar Healthy นำมาฝากเพื่อนๆในวันนี้ไม่ใช่แค่มะขามเปียกเท่านั้นนะ  แต่ยังมีเมนู ยำมะขามอ่อน สุดแซ่บมาฝากทุกคนด้วยค๊าา

12064512_481881748638465_1274996323_n

วัตถุดิบ ยำมะขามอ่อน
1.มะขามเล็กหั่นแว่น
2.พริกป่น
3.เกลือ
4.น้ำตาล
5.น้ำปลา
6.ผงชูรส
7.รสดี
8.กะปิ หรือ ปลาร้า (ตามใจชอบ)

วิธีทำก็แสนง่ายยยยย เอาทุกๆอย่างมาคนรวมกัน แค่นี้ก็ได้เมนูสุดแซ่บไว้แก้ง่วง ในเวลาทำงานช่วงบ่ายแล้วหล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.nanahealth.com,www.facebook.com/HomeatMekong และภาพจาก www.bansuanporpeang.com

และที่มาจาก Zappnuar.com

อาหารที่คุณแม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์

 

  คนท้อง

 อาหารที่คุณแม่ได้ทานลงไปในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์บุตร อยู่นั้น เป็นส่วนสำคัญหลักๆ เพราะ ลูกจะได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่ได้รับประทานเข้าไปนั่นเอง จึงมีส่วนสำคัญมาก ต่อ พัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองของลูกรัก ดังนั้น เราจึงต้องมีการเอาใจใส่ ใส่ใจดูแลเป้นพิเศษ ในการทานอะไรสักอย่างเข้าไปค่ะ เพื่อ ให้ ลูกรัก ได้รับสารอาหารที่เพียวพอ และ จำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดค่ะ 

อ่านเพิ่มเติม อาหารที่คุณแม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์

ท่าบริหารสะกดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

ท่าบริหารสะกดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

“อาการ ล้า ตึง บ่าแข็ง เป็นกล้ามเนื้ออักเสบจากการทำงาน ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่เป็นอันตราย วิธีการรักษาใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูมีท่าบริหาร  3 วัน ต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลานอน เพื่อไม่ให้คอขยับมากเกินไป และทำให้เกิดความอบอุ่นบริเวณคอ หากไม่ดีขึ้นต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา
สำหรับท่าบริหารคอ บ่า ไหล่ แบบง่ายๆ มีทั้งหมด 3 ท่า ทำได้แม้นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่ละท่าเน้นการบรรเทาอาการเจ็บปวดตามจุด เช่น บ่า คอ และใต้ท้ายทอย

ท่าที่ 1 ปวดบ่า
หากปวดบ่าขวา นั่งกับเก้าอี้สบายๆ มือข้างขวาจับเก้าอี้เพื่อทรงตัวไม่ให้ไหล่ยกขึ้น ยกมือซ้ายข้ามเหนือศีรษะมาจับเหนือหูด้านขวา จากนั้นดึงไปทางซ้าย จนหูซ้ายแนบไหล่ซ้าย ดึงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ นับ 1-10 ด้วยวิธี 1 และ 2 และ 3 …จนถึง 10 ทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน นับเป็น 1 เซต หากทำถูกวิธีจะรู้สึกตึง แต่ถ้าเจ็บปวดมาก ให้ผ่อน
page

ท่าที่ 2 ปวดฐานคอ
หากปวดฐานคอข้างขวา เริ่มเช่นเดียวกับท่าแรก คือนั่งเก้าอี้ มือข้างขวาจับเก้าอื้ ยกมือซ้ายจับศีรษะ หันหน้าไปมองรักแร้ซ้าย ในลักษณะดมรักแร้ซ้าย  ใช้มือซ้ายกดศีรษะให้ก้มลงไปมากที่สุด นับ 1 และ 2 และ 3 …จนถึง 10 ทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน นับเป็น 1 เซต
page1

ท่าที่ 3 ปวดใต้ท้ายทอย
เริ่มต้นยังคงท่าเดิม คือนั่งเก้าอี้ หากปวดท้ายทอยด้านขวาให้หันหน้าไปทางซ้าย ยกมือซ้ายจับคางขวา ดันไปทางซ้ายจนรู้สึกตึงบริเวณท้ายทอยด้านขวา ซึ่งถือว่าทำถูกต้อง นับ 1 และ 2 และ 3 …จนถึง 10 ทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง

page2

ท่าบริหารดังกล่าวทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดตึงจากการใช้งานหนักคลายตัวลง ให้ทำทุกวัน เช้า 1 เซต กลางวัน 1 เซต เย็น 1 เซต  แต่ละท่าให้บริหารอย่างช้าๆ อย่ากระชาก หากทำต่อเนื่อง เพียง 1-2 อาทิตย์ อาการปวดตึงก็จะหายไป แต่หากยังคงพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ อยู่ ก็จะกลับมาเป็นอีก อย่างไรก็ตาม หากทำท่าบริหารแล้วรู้สึกปวดมากขึ้น ให้หยุด หรือหากปวดมากจากการตกหมอนไม่ควรบริหารเพราะท่าเหล่านี้ใช้กับกรณีที่มีอาการปวดตึงเท่านั้น นอกจากนี้ ท่าทั้ง 3 ยังเหมาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องยืดกล้ามเนื้อก่อนการแข่งขันด้วย

อาหารที่กินแล้วฟันขาว

อาหารที่กินแล้วฟันขาว
ใครๆก็สามารถรักษาฟันให้ขาวใสเปล่งประกายได้เหมือนเพิ่งไปให้หมอขัดมาใหม่ๆ ได้ แค่เพียงรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้ถูกประเภท

แผนกทันตกรรมประจำศูนย์การแพทย์ Wake Forest ในนอร์ทแคโรไลน่า ได้ทำการค้นคว้าวิจัยว่า อาหารชนิดไหนดีต่อสุขภาพฟันมากที่สุด ดูข้อมูลต่อไปนี้แล้วเลือกทานให้ครบทุกกลุ่ม กลุ่มละหนึ่งอย่างเป็นประจำ ฟันของคุณจะขาวสวยไปอีกนาน ได้แก่

Picture

กลุ่มที่ 1 แครอต เซเลอรี และแอปเปิ้ล ผลไม้และผักเนื้อแข็งช่วยขัดฟันขณะที่เคี้ยว…และช่วยกระตุ้นน้ำลายให้ไหลออกมาเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดให้เป็นกลาง 
Picture

กลุ่มที่ 2 สตอเบอร์รีและส้ม ผลไม้เนื้อนิ่มละเอียดเหล่านี้จะสัมผัสเนื้อฟันได้แนบชิดกว่าจึงช่วยขัดฟันให้เงางามยิ่งขึ้น 
Picture

กลุ่มที่ 3 โยเกิร์ต นมและชีส แคลเซียมช่วยให้ฟันขาวและแข็งแรง ในขณะที่กรดแลคติกในนมช่วยป้องกันฟันผุ ฟันขาวสวยด้วยน้ำผัก นอกจากอาหารกลุ่มต่างๆ ข้างต้นแล้วน้ำผักคั้นสดๆ นั้นทำให้คุณสดชื่น แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุมากมายที่ทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยให้ฟันขาวสะอาดอีกด้วย…หัวผักกาดสีเข้มๆ กับผักใบเขียว เป็นสารเคลือบฟันสุดเริ่ดและการดื่มน้ำผักวันละครั้งยังมีผลช่วยให้ฟันสวยด้วย 

“ผลลัพธ์ที่ได้สุดยอดไปเลยค่ะ ดีกว่าการรับประทานอาหารอีกนะคะ” (แต่ถ้าคุณสาวๆ ไม่มีเวลาแปรงฟันหลังดื่มน้ำผัก แนะนำให้ใช้หลอดดูดแทนค่ะ) 

สูตรดีท็อกซ์ง่ายๆ

สูตรดีท็อกซ์ง่ายๆ
วิธีลดหน้าท้อง สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยวิธีดีท็อกซ์ง่ายๆ
Picture

วิธีลดหน้าท้อง สูตรดีท็อกซ์ลำไส้สุขภาพดี ผิวสวย พุงยุบ
นมสด+โยเกิร์ต+น้ำผึ้ง+มะนาว
– กินช่วงเช้า  เวลาประมาณ 5.00 – 12.00 น. กินตอนท้องว่าง ตื่นมาแล้วกินเลย จะช่วยในเรื่องของการลดความอ้วน ลดพุง
-กินช่วงบ่าย  เวลาประมาณ 13.00-15.00 น. จะไปช่วยย่อยขยะในลำไส้เล็กเพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็น บี 12 ส่งไปเลี้ยงสมองได้ดีมาก
-กินช่วงเย็น เวลาไหนก็ได้ก่อนนอน ตอนที่ท้องเราว่าง จะช่วยในเรื่องของการลดความอ้วน ลดพุง ย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับการกินช่วงเช้า
นมสดรสจืดต้องใช้ชนิดที่เป็นนมโคแท้100%เท่านั้นขนาด180 มล.1กล่อง+โยเกิร์ต(ใช้รสธรรมชาติเท่านั้น) ครึ่งถ้วย +น้ำผึ้ง1ช้อนชา +มะนาวครึ่งลูก
-บีบน้ำมะนาวใส่แก้ว/เติมน้ำผึ้ง/ใส่โยเกิร์ต/ใส่นม คนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวยกขึ้นดูน้ำผึ้งไม่ติดช้อนแล้ว ทานทันที ไม่วางไว้ ไม่แช่เย็นโยเกิร์ตควรแช่เย็น แต่สำหรับนมไม่ควรแช่เย็น หากนำนมเก็บไว้ในตู้เย็นควรให้นำไปอุ่นก่อนโดยแช่ในน้ำที่ต้มร้อนแล้วเพื่อคลายเย็นไม่ต้องต้มร้อน
ประโยชน์ของการดีท็อกซ์
1. ล้างลำไส้ช่วยให้มีการขับของเสียได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งยาระบาย โดยเฉพาะท่านที่มักท้องผูก
2.  ประโยชน์ของการล้างลำไส้ช่วยล้างลำไส้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกิดการระคายเคืองต่อ
3. ช่วยทำให้ผิวเรามีสุขภาพดี เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล
4. ช่วยให้พุงยุบ ไม่มีของเสียตกข้างอยู่ในลำไส้ของเรา
5.  ระบบขับถ่ายและการไหลเวียนภายในร่างกายสมดุลยิ่งขึ้น
6.  ช่วยล้างไขมันในลำไส้เล็ก และยังมีไขมันฝ่ายดีและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ดื่มน้ำอ้อยจะได้ประโยชน์อะไรกับร่างกายบ้าง??

ดื่มน้ำอ้อยจะได้ประโยชน์อะไรกับร่างกายบ้าง?? 

น้ำอ้อย คือการได้ผลผลิตมาจากการคั้นน้ำอ้อยออกมาสดๆ เพื่อให้ได้น้ำอ้อยสดซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลธรรมชาติถึง 15% เลยทีเดียว เมื่อคุณดื่มจึงได้ความสดชื่นจากน้ำอ้อยในทันที โดยในน้ำอ้อยอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชยิด อาทิเช่น แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ รวมไปถึงแคลเซียม โปรตัสเซียม และธาตุเหล็กในปริมาณสูง นอกจากนี้น้ำอ้อยยังมีคุณสมบัติทางการแพทย์ที่ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆอีกด้วย

Picture

     หากดื่มน้ำอ้อยขั้นสดในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกระเพาะอาหาร ไส้ หัวใจ ตา สมอง และระบบอวัยวะสืบพันธ์ของร่างกายได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว คนรักสุขภาพทุกคนต้องหันมาดื่มน้ำอ้อยคั้นสดกันดูแล้วหล่ะค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย และควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมด้วยนะคะ มิเช่นนั้นจากประโยชน์ก็จะกลายเป็นโทษแทน

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องป่อง

Picture

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องป่อง
อาหารที่มีแก๊ส เป็นต้นเหตุที่ทำให้ท้องป่อง เช่นถั่ว บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี หมากฝรั่ง และน้ำอัดลม
เกลือ เป็นเพราะเกลือทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำเอาไว้ทำให้ร่างกายหรือบริเวณหน้าท้องที่มีอาการบวมน้ำ อาหารที่มีเกลือมากได้แก่ อาหารทะเล อาหารดอง มันฝรั่งทอด 
Picture

ยาประเภทขับปัสสาวะ ยาเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเสียน้ำและทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเพื่อในการรักษาน้ำ อาจเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ต้องดื่มน้ำทดแทนทำให้บริเวณท้องจะดูบวมป่อง

เมนูบล็อคโคลี่ ผักดีมีประโยชน์

Picture

เมนูบล็อคโคลี่ ผักดีมีประโยชน์
ประโยชน์ของบร็อคโคลี่
1.ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2.ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
3.ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
4.ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
5.ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสามารถ
6.ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
7.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
8.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
9.ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้
10.ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
11.ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
12.ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
13.สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
ปรธโยชน์ของบล็อคโคลี่ มีมากมายขนาดนี้เราหันมาทานบล็อคโคลี่ กันเยอะๆดีกว่าค่ะ เราสามารถนำบล็อคโคลี่ มาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูวันนี้เรามีเมนูอาหารที่วัตถุดิบมีบล็อคโคลี่ อยู่ด้วยมาฝากค่ะมาติดตามกันเลยว่ามีเมนูอะไรบ้าง

Picture

ประโยชน์ของบล็อคโคลี่ มีมากมายขนาดนี้เราหันมาทานบล็อคโคลี่ กันเยอะๆดีกว่าค่ะ เราสามารถนำบล็อคโคลี่ มาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูวันนี้เรามีเมนูอาหารที่วัตถุดิบมีบล็อคโคลี่ อยู่ด้วยมาฝากค่ะมาติดตามกันเลยว่ามีเมนูอะไรบ้าง
Picture

บล็อกโคลี่ผัดกุ้ง
ส่วนผสมสำหรับทำบล็อกโคลี่ผัดกุ้ง
กุ้งสด 8-10 ตัว
บล็อคโคลี่ 1 หัว
กะเทียม 3-4 กลีบ
ชอสหอย 1 ซ้อน
น้ำมันพืช 1 ช้อน
วิธีทำบล็อกโคลี่ผัดกุ้ง
1.นำกุ้งไปล้างทำความสะอาดผ่าหลังเอาเส้นสีดำออก
2.หั่นบล็อกโคลี่เป็นชิ้นปานกลาง
3.ทุบกะเทียม ให้แตก
4.ตั้งกะทะให้ร้อนใส่กะเทียมลงไปผัดให้กะเทียมสุกใสจากนั้นใส่กุ้งลงไปผัดแล้วนำบล็อกโคลี่ลงไปผัดให้สุกแล้วใส่ชอสหอยลงไปชิมรสตามใจชอบ ตั้งใส่จานพร้อมเสริฟ
Picture

ซุปบล็อกโคลี่

ส่วนผสมสำหรับทำซุปบล็อกโคลี่
 เนยสดชนิดจืด 1 ช้อนโต๊ะ
หอมหัวใหญ่สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
เซลารี่สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
บล็อกโคลี่หั่นชิ้นเล็ก 100 กรัม
น้ำซุปไก่ 200 มิลลิลิตร
วิปปิ้งครีม  80 มิลลิลิตร
แป้งสาลี 2  ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ช้อนโต๊ะ
ผงซุปไก่ ½ ช้อนชา
พาสเลย์สับละเอียด 1 ช้อนชา
บร็อกโคลี่ลวกสุกสำหรับแต่ง
 

วิธีทำซุปบล็อกโคลี่
1. ผัดเนยกับหอมหัวใหญ่ และเซราลี่จนหอม เติมบร็อกโคลี่ลงไปผัดให้เข้ากันจนนิ่ม
2. เติมน้ำซุปไก่ลงไป ต้มจนเดือด เติมวิปปิ้งครีม ผงซุปไก่ และพาสเลย์สับ รอจนเดือดอีกครั้ง ค่อยๆ เติมแป้งสาลีที่ละลายน้ำลงไปทีละน้อย คนผสมตลอดเวลาจนซุปเดือด และข้นขึ้น เทใส่ถ้วยแต่งด้วยบร็อกโคลี่ลวกสุก พร้อมรับประทานขณะร้อนๆ

Picture

น้ำบล็อกโคลี่
ส่วนผสมสำหรับทำน้ำบล็อกโคลี่
ก้านบร็อกโคลีปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น 10 -15   ชิ้น

วิธีทำน้ำบล็อกโคลี่    
นำบร็อกโคลีสดมาล้างน้ำให้สะอาด ใช้เวลาล้างให้น้ำไหลผ่าน 10 -15 นาที จากนั้นหั่นเอาแต่ก้าน  ของบร็อกโคลี (บริเวณส่วนโคนดอกบร็อกโคลี) ปอกเปลือกเอาแต่เนื้อขาวใส่ด้านในหั่นเป็นชิ้นจากนั้นเอาใส่เครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกาก แยกน้ำ จะได้น้ำบร็อกโคลีสด ควรดื่มทนที เพื่อป้องกันการสูญเสียคุณค่าของวิตามิน หากต้องการดื่มน้ำบร็อกโคลีเย็น ๆให้นำบร็อกโคลีที่ปอกเปลือกแล้วไปแช่เย็นประมาณ 20 นาที จากนั้นจึงนำมาใส่เครื่องคั้นแยกกาก แยกน้ำ ก็จะได้น้ำบร็อกโคลีเย็นชื่นใจไว้ดื่ม

ทะเลหมอกหน้าฝนที่เขาค้อทะเลหมอก

เขาค้อทะเลหมอก1

 

เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมบริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูร์ จนอาจพูดได้ว่าเป็นทะเลภูเขา เช่น เขาค้อ เขาย่า เขาใหญ่ เขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย เขาอุ้มแพร เป็นต้น มีต้นไม้มีลักษณะแปลกคือ ต้นค้อ ซึ่งเป็นต้นไม้ในตระกูลปาล์ม มีลักษณะต้นและใบคล้ายต้นตาล แต่ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในบริเวณเขาค้อ สภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี ในอดีต ก่อนปี พ.ศ. 2524 พื้นที่เขาค้อได้เป็นฐานที่มั่นอันสำคัญยิ่งของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี กำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลที่ถูกส่งเข้าปราบปรามกวาดล้างได้เกิดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน สูญเสียกำลังคน อาวุธ ทรัพยากรของ ชาติมากมายทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2524 ฝ่ายเราได้ดำเนินยุทธวิธีการเมืองนำการทหาร และดำเนินการทางทหาร อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง จนสามารถยึดพื้นที่เขาค้อทั้งหมดได้ คงเหลือไว้แต่ประวัติศาสตร์การสู้รบอันห้าวหาญ วีรกรรมของ วีรบุรุษ ที่ตั้งสถานที่สำคัญในการสู้รบของทั้งสองฝ่าย ร่องรอยของการต่อสู้ที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะเป็นสุสานของทหารกล้า และผู้เสียสละ อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงผู้จากไปฐานที่มั่น นับเป็นพิพิธภัณฑ์การสู้รบกลางแจ้งที่เตือนใจคนไทยทั้งชาติให้เกิดความสามัคคี กลมเกลียวกันตลอดไป นอกจากนี้เขาค้อยังถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับชมทะเลหมอกที่งดงามโดยเฉพาะในฤดูฝนที่สามารถ พบเห้นทะเลหมอกได้มากที่สุด
อากาสคลึ่มฟ้าคลึ่มฝนแบบนี้ มีฝนตกปลอยๆแบบนี้เราก็สามารถพบเห็นทะเลหมอกที่สวยงามได้ที่เขาค้อ และทะเลหมอกก็เป็นสถานที่ท้องเที่ยวที่หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังมีอีกหลายที่ในเขาค้อ แต่วันนี้เรามาพูดถึงทะเลหมอกหน้าฝนที่สวยงามอีกที่หนึ่งที่เขาค้อ

เขาค้อทะเลหมอก

อุทยานแห่งชาติเขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวม ของกลุ่มภูเขาน้อยใหญ่ ที่ทอดตัวเรียงราย สลับกันในภาคเหนือตอนล่าง เป็นที่ตั้งของอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่บนภูเขา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรทชาติที่น่าสนใจเนื่องจากมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แม้แต่ในฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี เพียง 18-25 องศาเซลเซียสเท่านั้น มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้ได้มาพักผ่อน โดยยอดเขาสูงหลายแห่งที่น่าสนใจ เช่นเขาย่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระตำหนักเขาค้อ มีความสูง 1,290 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาผาซ่อนแก้วมีความสูงมากกว่า 1,300 เมตร ส่วนยอดเขาค้อ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อนุสรณ์สถานผู้เสียสละ เขาค้อ มีความสูง 1,174 เมตร สภาพอากาศบนเขาค้อจึงค่อนข้างเย็น และเย็นจัดในฤดูหนาว และยังมีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นแหล่งชมทะเลหมอกที่สวยมากแห่งหนึ่ง

การเดินทาง : จากเพชรบูรณ์ไปเขาค้อใช้ทางหลวงหมายเลข 21 (เพชรบูรณ์-หล่มสัก) ถึงสามแยกนางั่ว ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2258 อีก 30 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ ไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 100 (บ้านแคมป์สน) เลี้ยวซ้ายเข้าเขาค้อตามทางหลวงหมายเลข 2196 อีกประมาณ 33 กิโลเมตร พาหนะที่จะขึ้นเขาค้อ ไม่ควรใช้รถบัสขนาดใหญ่ เพราะมีทางโค้งมาก ถนนค่อนข้างแคบและลาดชัน ควรใช้รถปิคอัพหรือรถตู้สภาพดี