น.1 แถลง,รวบผู้ต้องหา,ยิงอริดับ, ผับลาดพร้าว

น.1 แถลง รวบผู้ต้องหายิงอริดับ ผับลาดพร้าว

น.1 แถลง รวบผู้ต้องหายิงอริดับ ผับลาดพร้าว

“ศานิตย์” แถลงรวบผู้ต้องหายิงคู่อริดับ 1 สาหัส 2 ผับดังย่านลาดพร้าว พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น แถลงข่าวจับกุม นายจักรพงษ์ เลิศประพันธ์ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีหน้าสถานบันเทิงจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 03.00 น. ตำรวจ สน.โชคชัย รับแจ้งเหตุยิงกันบริเวณซอยลาดพร้าว-วังหิน 71 เขตลาดพร้าว มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ สืบสวนจนทราบว่า นายจักรพงษ์ เป็นผู้ก่อเหตุ ก่อนจะขอศาลออกหมายจับ ต่อมาจึงติดต่อทางแม่ของ นายจักรพงษ์ กระทั่งเวลา 00.30 น. วันที่ 22 เมษายน แม่ของนายจักรพงษ์ ติดต่อกลับมาเพื่อนำตัว นายจักรพงษ์ เข้ามอบตัว

นายจักรพงษ์ รับสารภาพว่า ในวันที่เกิดเหตุช่วงหลังเที่ยงคืนนั้น ได้เข้ามาหาเพื่อนที่นั่งดื่มกินอยู่ภายในร้านท่าเรือบางกอก ซึ่งขณะนั้นพบว่าร้านดังกล่าวปิดไปแล้ว นายจักรพงษ์ จึงเดินไปเข้าห้องน้ำ พบกับ นายแหว่ง ซึ่งเป็นคู่อริเก่า ก่อนจะมีเรื่องชกต่อยกัน จากนั้น รปภ. ในร้านจึงเข้ามาแยกและเชิญออกนอกร้าน แต่ขณะที่เดินไปหน้าร้านบริเวณลานจอดรถ ก็มีเรื่องชกต่อยกันอีกครั้งหนึ่ง จึงวิ่งไปหยิบปืนที่ซุกซ่อนไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ แล้วนำมายิงใส่ในกลุ่มที่กำลังมีเรื่องกันอยู่ ก่อนจะวิ่งหนีไปทางหลังร้าน พร้อมนำปืนดังกล่าวไปซุกซ่อนไว้ริมคลองท้ายซอยลาดพร้าว-วังหิน 71 ตำรวจจึงไปตรวจสอบกระทั่งพบปืนตามที่ นายจักรพงษ์ ระบุไว้ จึงยึดเป็นของกลาง

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ออกหมายจับ, คดีฆ่าหญิงสาวบนเขาวัง, เพชรบุรี

ออกหมายจับ คดีฆ่าหญิงสาวบนเขาวัง เพชรบุรี

ออกหมายจับ คดีฆ่าหญิงสาวบนเขาวัง เพชรบุรี

ออกหมายจับคดีฆ่าหญิงสาวเปลือยท่อนบนเขาวัง เพชรบุรี สอบประวัติเป็นเดนคุก เคยก่อคดีข่มขืน

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี พบศพสาวนิรนาม ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.ธมลภรณ์ อายุ 29 ปี ชาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ถูกหินทุบกะโหลกศีรษะแตกตาย มือเท้าถูกมัดและเปลือยท่อนล่าง เสียชีวิตขึ้นอืด บริเวณข้างบันไดทางขึ้นเขาพระนครคีรี (เขาวัง) อ.เมือง จ.เพชรบุรี และต่อมาขยายผลสืบสวนตรวจพบภาพจากกล้องวงจรปิดที่สถานีรถไฟเพชรบุรี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานภาพวงจรปิด และพยานบุคคล เสนอต่อศาลเพชรบุรีขอออกหมายจับผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าวทราบชื่อต่อมาคือ นายอดิเรก อายุ 39 ปี ชาว อ.พนมทวน อ.กาญจนบุรี

พ.ต.อ.พาณุพงษ์ ศรจิตติ ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี เปิดเผยว่า ตรวจสอบประวัติ นายอดิเรก เคยถูกจับกุมคดีลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย และคดีอาวุธปืน ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ถูกจับต้องโทษในเรือนจำหลายปี เมื่อพ้นโทษออกมาได้ก่อคดีข่มขืนในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และถูกศาลจังหวัดกาญจนบุรีออกหมายจับ และมาก่อเหตุที่เพชรบุรีอีกครั้ง เบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดีแล้ว

ตร.รวบจ่านิว,พวกชุมนุม,อนุสาวรีย์ชัย,จี้ปล่อยวัฒนา

ตร.รวบจ่านิวพวกชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยจี้ปล่อยวัฒนา

ตร.รวบจ่านิวพวกชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยจี้ปล่อยวัฒนา

พลเมืองโต้กลับ ‘จ่านิว’ รวมตัวเรียกร้อง คสช. ปล่อย ‘วัฒนา’ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวไป สน.พญาไท ล่าสุดสมาชิกประกาศปักหลักที่ สน.พญาไท หลังแกนนำถูกคุมตัว ล่าสุด ยุติการทำกิจกรรมแล้วกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดย อานนท์ นำภา, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว, ณัทพัช อัคฮาด และวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ พร้อมมวลชนจำนวนหนึ่งสวมใส่เสื้อสีขาว รวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยต่อการควบคุมตัว นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ของ คสช. หลังจาก คสช. ยังไม่ปล่อยตัว นายวัฒนา

โดยเมื่อผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงบริเวณสกายวอร์คฝั่งโรงพยาบาลราชวิถี ในเวลา 18.00 น. ก็ประกาศทำกิจกรรม ขอยืนสงบนิ่ง 20 นาที เป็นการแสดงออกว่า ไม่เห็นด้วยกับอำนาจจับกุม คสช. แต่จากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ โดยได้ล้อมกลุ่มผู้ชุมนุม และควบคุมตัวเดินลงจากสกายวอร์ค ขึ้นรถตำรวจไปยัง สน.พญาไท โดยควบคุมตัวไปทั้งหมด 4 คน ขณะที่ระหว่างควบคุม นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของนายณัทพัช ได้ขอขึ้นรถไป สน. ด้วย

ขณะที่ ยังมีมวลชนจำนวนที่ไม่ถูกจับกุม ใส่เสื้อสีขาวตะโกนส่งเสียงไม่พอใจ พร้อมชู 3 นิ้ว อยู่บนสกายวอร์ค ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

ล่าสุดขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัวจ่านิวกับพวกและกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ออกจาก สน.พญาไท โดยยังไม่ทราบว่าจะนำตัวไปที่ใด
กลุ่มผู้ชุมนุมพลเมืองโต้กลับประกาศปักหลักที่สน.พญาไท

นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว กับ นายอานนท์ นำภา พร้อมแนวร่วมกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้ใส่เสื้อสีขาวรวมตัวกันบนสะพานลอยเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัว นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกควบคุมจากกรณีแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังมีการทำประชามติเดือนสิงหาคมนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยตำรวจได้เข้าควบคุมตัวแกนนำไปยัง สน.พญาไท ทันที หลังจากปรากฏตัวได้ไม่นาน ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนยังคงปักหลักชุมนุมต่อ ก่อนเดินทางไปหาแกนนำที่ถูกจับกุม ที่ สน.พญาไท

ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีการนำตัวทั้ง 4 คน ขึ้นรถตู้ไปควบคุมต่อในสถานที่ไม่เปิดเผย มวลชนจึงจุดเทียนพร้อมกับร้องเพลง เพื่อมวลชน และประกาศจะปักหลักที่ สน.พญาไท ไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจนของสถานที่ควบคุมตัวแกนนำ

พลเมืองโต้กลับยุติการทำกิจกรรมแล้ว

กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ประกาศยอมยุติกิจกรรมแสดงเชิงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมตัว นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ภายหลังจากออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมจำลองลงประชามติเสร็จสิ้น โดย นายปิยรัฐ จงเทพ ตัวแทนกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ระบุว่า ยอมยุติกิจกรรมหลังจัดกิจกรรมจำลองลงประชามติเสร็จสิ้น ตามที่ตกลงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ก่อนหน้านี้

ด้าน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ระบุ หลังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรับตัวไป ถือว่านอกเหนืออำนาจหน้าที่แล้ว เชื่อทหารนำไปปรับทัศนคติ คาดปล่อยตัวคืนนี้ ขณะที่ พันตำรวจเอก อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ระบุหลังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรับตัวไป ถือว่านอกเหนืออำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เชื่อทหารนำไปพูดคุย คาดปล่อยตัวคืนนี้

ครม.,เห็นชอบ,เข้าเป็นภาคี,ว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ครม.เห็นชอบเข้าเป็นภาคีว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ครม.เห็นชอบเข้าเป็นภาคีว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ เข้าเป็นภาคีและให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการพันเอก อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีและให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายดำเนินการจัดทำ ภาคยานุวัติสารดังกล่าวต่อไป โดยพิธีสารดังกล่าวเป็นกลไกเพื่อทำให้การคุ้มครองสิทธิของคนพิการสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มี 18 ข้อบท อาทิ กระบวนการร้องเรียนโดยปัจเจกบุคคล (Individual communication) และกระบวนการการไต่สวน (Inquiry) และเป็นกระบวนการที่คนพิการหรือองค์กรคนพิการสามารถร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและสามารถเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการโดยตรงได้ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการจะไม่รับข้อร้องเรียนที่เคยได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการตรวจสอบหรือเสร็จสิ้นการตรวจสอบแล้ว โดยกระบวนการในการสอบสวนหรือไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศและเป็นข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นก่อนที่พิธีสารเลือกรับนี้จะมีผลบังคับใช้ในรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการพิจารณาข้อร้องเรียนของคณะกรรมการจะมีการตรวจสอบข้อมูล โดยที่ต้องได้รับความยินยอมจากรัฐภาคีด้วย และการไต่สวนกระทำโดยลับ และให้แสวงหาความร่วมมือของรัฐภาคีในทุกขั้นตอนของกระบวนการไต่สวน เป็นต้น

เงินเดือน 2 หมื่น,เก็บเงินถึง 10 ล้านได้

เงินเดือน 2 หมื่น ก็เก็บเงินถึง 10 ล้านได้ !

เงินเดือน 2 หมื่น ก็เก็บเงินถึง 10 ล้านได้ !

“เงินเดือน 2 หมื่น ทำเงินเป็น 10 ล้าน ด้วยวิธีที่เราทำได้ และใคร ๆ ก็ทำได้” อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว และเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะ โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานมาไม่กี่ปี ครั้นพอจะหาหนังสือสอนวางแผนการเงินมาอ่านก็ช่างเข้าใจยากเสียเหลือเกิน

บางเล่มก็บอกแต่เพียงว่าได้ผลตอบแทนปีละเท่านั้นเท่านี้ เปอร์เซ็นต์จะมีเงินเท่าไร แต่ไม่บอกว่าจะไปหาผลตอบแทนแบบนั้นที่ไหน หรือบอกว่าต้องลงทุนแต่กลับไม่บอกวิธีการลงทุนเลย หากใครเจอแบบนี้อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะ เพราะวันนี้ MoneyGuru.co.th จะมาบอกทั้งวิธีการลงทุน และการหาการลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไปมาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ

มันคือคำถามที่อยู่ในใจของมนุษย์เงินเดือนหลาย ๆ คน ที่ว่า “ใคร ๆ ก็มีเงินเก็บ 10 ล้านได้ แล้วมันจะเก็บอย่างไรล่ะ??” เรามาลองสมมติกันค่ะ ว่าถ้าคุณ 25 ปี มี เงินเดือน 2 หมื่น จะทำอย่างไรให้ได้ 10 ล้าน โดยสมมติฐานมีดังนี้…

1. ตอนนี้คุณอายุ 25 ปี และมี เงินเดือน 2 หมื่น บาท

2. เงินเดือนคุณขึ้นปีละ 5% ทุกปี จนพอคุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงินเดือน 86,439 บาท

3. คุณแบ่งรายได้ 15% (3,000 บาท) ของเงินเดือนไปลงทุนใน LTF

4. LTF ที่คุณเลือกให้ผลตอบแทนทบต้น 10% (LTF = Long Term Fund = กองทุนรวมที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (ตามกฎหมายใหม่)

ข้อหนึ่งน่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมาก็ได้เงินดือน 15,000 บาทเป็นอย่างน้อยแล้ว

ข้อสองอาจจะยากนิดหน่อย เพราะนั่นแสดงว่าเราต้องตั้งใจทำงานให้ดี และต้องอยู่กับบริษัทที่รู้คุณค่าของคนที่มีผลงานดีด้วย แต่ตัวเลขเงินเดือน 86,439 บาทภายในอายุ 55 ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเดี๋ยวนี้บางคนอายุไม่ถึง 40 ปีก็ได้เงินเดือนประมาณนี้กันแล้ว

ข้อสามอาจจะยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความมีวินัย ยิ่งพอเราโตขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แต่งงาน ซื้อบ้านมีลูก ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอย่างนึกไม่ถึง ถ้าเราสามารถบังคับตัวเองด้วยการซื้อ LTF ผ่านการหักบัญชีทุกเดือนไปเลย ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

ส่วนข้อสุดท้าย ผลตอบแทน 10% ถือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เพราะอนาคตอีก 30 ปีเราไม่รู้หรอกว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าอ้างอิงจากผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนทบต้น 10% เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และถือเป็นการลงทุนผลตอบแทนสูงมากเมื่อคำนึงว่าแทบไม่ต้องใช้แรงกาย แรงสมอง หรือเวลาเลย

วิธีการคำนวณ LTF

ถ้าปี 2559 เราซื้อ LTF 100 บาท และ LTF ให้ผลตอบแทน 10%

ปี 2560 LTF ที่เราซื้อไว้จะมีมูลค่าเท่ากับ (1+0.1)* 100 = 110 บาท

ซึ่ง 0.1 ก็คีอผลตอบแทน 10% นั่นเอง

ปี 2561 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*110 = 122 บาท

ปี 2562 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*122 = 134.2 บาท

หรือเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ (1.1)^3 * 100 = 134.2 บาท (^3 แปลว่ายกกำลังสาม)

หรือคิดเป็นสูตรง่าย ๆ ก็คือเอา 1.1 ยกกำลังจำนวนปีคูณด้วยเงินต้น

ดังนั้นมูลค่า 3000 บาทที่เราซื้อ LTF ในปีนี้ จะเท่ากับ (1.1)^30*3,000*12 = 628,178 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า ที่คูณ 12 เพราะเราซื้อทุกเดือน ปีหนึ่งเราจึงซื้อ 12 ครั้งค่ะ ส่วนใครที่อายุ 30 กว่าแล้ว ยังไม่ได้ซื้อ LTF ไว้เลยก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะถ้าคุณอายุ 35 แต่หน้าที่การงานดี มีเงินเดือน 60,000 ซื้อ LTF ปีละ 15% ก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทตอนอายุ 55 เช่นกัน

พอมีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ถ้าเราเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีเงินใช้ปีละ 500,000 หรือประมาณเดือนละ 40,000 บาท* ไปตลอดชีวิต พอเราไม่อยู่แล้ว เงิน 10 ล้านก็จะเป็นมรดกสำหรับลูกหลานค่ะ

อ่านแล้วฮึกเหิมขึ้นมาบ้างรึยังคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมคำนวณเรื่องเงินเฟ้อด้วยนะคะ เพราะเงินเฟ้อมันขึ้นทุกปีปีละ 3% เงิน 40,000 บาทในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าเท่ากับ 16,500 บาทในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่ถ้าไม่มีหนี้สินก็อยู่ได้สบาย ๆ ค่ะ

นายกฯ,นำ,ทำบุญตักบาตร,พระสงฆ์59รูป

นายกฯนำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์59รูป

นายกฯนำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์59รูป

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 59 รูป ขรก. – สื่อฯ ร่วมมือรดน้ำขอพรความเคลื่อนไหวในช่วงเช้าวันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พร้อมภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2559 และตักบาตรพระสงฆ์ 59 รูป รวมถึงเป็นประธานในพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พิธีรดน้ำขอพร ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ และยังเปิดโอกาสให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนร่วมรดน้ำขอพรนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี พร้อมภริยา ท่ามกลางมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

หลังจากนั้นเวลา 09.30 น. นาวาโท หญิง แพทย์หญิง อุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้นำดารา นักแสดง เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” ณ บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติในเวลา 10.00 น.

ครม.,เห็นชอบ,มาตรการกระตุ้น, ศก.,ช่วงสงกรานต์ ,คาดสร้างรายได้, 1.5 หมื่นล้าน

ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้น ศก.ช่วงสงกรานต์ คาดสร้างรายได้ 1.5 หมื่นล้าน

ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้น ศก.ช่วงสงกรานต์ คาดสร้างรายได้ 1.5 หมื่นล้าน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการกินเที่ยวช่วยชาติ คาดสร้างเงินรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท พร้อมอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 2 เส้นทางเพื่อกระตุ้นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประชาชนที่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านระหว่างวันที่ 9-17 เม.ย.2559 สามารถนำใบกำกับภาษีฉบับเต็มมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท

พร้อมต่ออายุมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำใบกำกับภาษีมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท ออกไปอีก 1 ปีถึงวันที่ 31 ธ.ค.2559 และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2559 คาดว่าตลอดเทศกาลสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 1.5 พันล้านบาท แต่จะได้ข้อมูลการเสียภาษีของนิติบุคคลร้านอาหาร รวมทั้งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายกลับมาประมาณ 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู เส้นทาง แคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เส้นทาง ลาดพร้าว-สำโรง ซึ่งเป็นระบบรถไฟฟ้าทางเดี่ยว หรือโมโนเรล ในรูปแบบเอกชนเข้าลงทุนกับภาครัฐ หรือพีพีพี คาดว่าเปิดประมูลแบบนานาชาติได้ภายใน 3 เดือน หรือประมาณเดือนมิถุนายน 2559 ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ตามมา

รถพ่วง18ล้อชนตู้โดยสารอยุธยาเจ็บ11ราย

รถพ่วง18ล้อชนตู้โดยสารอยุธยาเจ็บ11ราย

รถพ่วง18ล้อชนตู้โดยสารอยุธยาเจ็บ11ราย

ระทึก! รถพ่วง 18 กลับรถกะทันหัน ชนรถตู้โดยสารวังน้อย อยุธยา เจ็บ 11 คน เจ้าหน้าที่นำตัวส่ง รพ. แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้รับแจ้งอุบัติเหตุ รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ทะเบียน 81-4711 พิจิตร ชนรถตู้โดยสาร ทะเบียน 14-8695 กทม. บริเวณถนนพหลโยธินขาออก กม.74 มุ่งหน้าสระบุรี อ.วังน้อย จ.พระนครศรีธยุธยา ส่งผลให้มีผู้โดยสารรถตู้ได้รับบาดเจ็บ 11 ราย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้อย กู้ชีพวังน้ออย รุดที่เกิดเหตุ เร่งช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนำตัวส่ง รพ.วังน้อย ส่วนสาเหตุเบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า รถพ่วง 18 ล้อคันดังกล่าวกลับรถกะทันหัน ทำให้รถตู้โดยสารที่ขับตามทางปกติเบรกไม่ทัน พุ่งเข้าชนจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้านการจราจรสามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ

สปท.งดประชุม-กรธ.ยังสรุปร่างรธน.

สปท.งดประชุม-กรธ.ยังสรุปร่างรธน.

สปท.งดประชุม-กรธ.ยังสรุปร่างรธน.

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ งดประชุม 11 – 12 เมษายน – กรธ. ยังสรุปร่าง รธน. ก่อนส่ง กกต. ภายในวันที่ 13 เม.ย.ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ มีคำสั่งงดประชุม 11 – 12 เมษายนนี้ ขณะ กรธ. ยังสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญก่อนส่ง กกต. ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา วันนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีคำสั่งงดการประชุมในวันจันทร์ที่ 11 เมษายน และวันอังคารที่ 12 เมษายน นี้ โดยนัดประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2559 เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น จำนวน 2 เรื่อง คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. …. จากนั้น งดประชุมในวันอังคารที่ 19 เมษายน เพื่อให้สมาชิกได้ประชุมคณะกรรมาธิการสามัญ ทั้ง 12 คณะ ก่อนนำสาะสำคัญของการปฏิรูปบรรจุเข้าที่ประชุม สปท.

ส่วนในช่วงบ่าย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังประชุมตามปกติ เพื่อพิจารณาสรุปสาระสำคัญของร่างฯ ก่อนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ภายในวันที่ 13 เมษายนนี้

โชเฟอร์รถ 6 ล้อ เผย หลบแล้วแต่ไม่พ้น ชนรถตู้ทีมแพทย์

โชเฟอร์รถ 6 ล้อ เผย หลบแล้วแต่ไม่พ้น ชนรถตู้ทีมแพทย์

โชเฟอร์รถ 6 ล้อ เผย หลบแล้วแต่ไม่พ้น ชนรถตู้ทีมแพทย์

จากกรณีเหตุการณ์รถบรรทุก 6 ล้อ ชนกับรถของคณะแพทย์ บนทางด่วนยกระดับบูรพาวิถี กม.ที่ 44 (+600) ด้านฝั่งขาเข้า กรุงเทพมหานคร พื้นที่ ม.12 ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย และรอดชีวิต 1 ราย คือ นพ.สิทธิวัฒน์ หรือ หมอแบงค์ อายุ 37 ปี

ความคืบหน้าในกรณีดังกล่าว (8 เม.ย.) จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ รถตู้อัลพาท สีขาว ทะเบียน 1กพ 6013 กทม. 6 ล้อ ทะเบียน 82-9251 พระนครศรีอยุธยา ได้นำทีมแพทย์เดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อไปทำการผ่าตัดเคสพิเศษด่วน ที่โรงพยาบาลเขตเมืองพัทยา จากนั้นจึงเดินทางกลับ

แต่เกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง น.ส.ปรางทิพย์ อายุ 36 ปี คนขับจึงนำรถไปจอดแอบริมไหล่ทางพร้อมเปิดฝากระโปรงหน้า และไฟฉุกเฉินทิ้งไว้ ก่อนที่จะมีรถบรรทุก 6 ล้อ ที่ขับมาบนถนนทางด่วนบูรพาวิถี ช่องทางด้านซ้ายสุด พุ่งเข้ามาชนอย่างแรง

จากการสอบสวน นายเกรียงไกร อายุ 38 ปี คนขับรถบรรทุก 6 ล้อ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุขับรถออกจากโรงงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อมาส่งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี จากนั้น เมื่อส่งสินค้าเสร็จแล้วจึงเดินทางกลับ

แต่เมื่อมาถึงยังจุดเกิดเหตุได้ขับตามรถตู้มาบนช่องทางซ้ายสุด แต่เมื่อรถคันหน้าได้เห็นว่ามีรถที่จอดเสีย และเปิดให้สัญญาณไฟฉุกเฉินก่อน แต่ไม่ยอมให้สัญญาณไฟเตือนแก่รถคันหลังว่ามีสิ่งกีดขวาง กลับหักหลบออกไปยังเลนที่สองทางขวาเพียงลำพัง

ส่วนตนที่ขับรถตามมาเห็นรถตู้ในระยะกระชั้นชิดแล้ว จึงได้พยายามหักหลบออกทางขวาเช่นเดียวกันแต่ไม่พ้น จึงเกิดพุ่งเข้าชนทางด้านท้ายรถตู้ที่จอดเสียอยู่ทางมุมขวาอย่างแรง จนรถเสียหลักเซไปทางขวาสุด ก่อนที่จะมีรถยนต์เก๋งที่ขับตามหลังบนทางด่วนพุ่งชนท้ายรถอีกครั้ง

ขณะที่ พ.ต.ต.บุญสฤษดิ์ ช่วยชู สารวัตรเวรสอบสวนคดีจราจร สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอยู่ จึงยังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลใดๆ หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถให้รายละเอียดได้

ทั้งนี้ รายชื่อผู้เสียชีวิตประกอบด้วย นายสุพัฒน์ อายุ 33 ปี น.ส.ปรางทิพย์ อายุ 36 ปี น.ส. กัญญาพัชร อายุ 35 ปี และ นางวรนิตย์ อายุ 44 ปี